การเขียนถือว่าเป็นงานศิลป์อย่างไร

Writer

การเขียนนั้นถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป เพราะในประเทศไทยเองนั้นได้มีการใช้กฎบังคับให้นักเรียนต้องเรียนจบอย่างน้อยชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหรือชั้นมอสาม ดังนั้นผู้คนในประเทศจึงสามารถอ่านออกเขียนได้ และแน่นอนว่าทุกคนชาวไทยนั้นสามารถเขียนหนังสือได้ และการเขียนยังถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เราสามารถถ่ายทอดการบรรยายถ้อยคำออกไป โดยผ่านปลายปากกากลายเป็นตัวหนังสือที่เรียงร้อยกันอยู่บนหน้ากระดาษ ซึ่งงานเขียนถือว่าเป็นงานศิลป์มีดังต่อไปนี้

Writer
1.    เป็นงานวรรณกรรมทางด้านงานเขียน เนื่องจากการเขียนนั้นถูกจัดอยู่ในศิลปะแขนงวรรณกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ รวมถึงการเขียนบทกวี เขียนกลอน การแต่งเพลง หรือแม้กระทั่งบทความต่างๆ หรืองานเขียนหนังสือทั่วไปนั้นก็นับได้ว่าเป็นงานวรรณกรรมทั้งสิ้น รอทั้งหมดนี้จะต้องผ่านการคิดวิเคราะห์มาก่อนทำการใช้ปากกาวาดบรรยายธรรมออกไป จนเกิดเป็นข้อความที่ผ่านความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนออกมา

2.     เป็นงานที่ใช้ทักษะความคิดที่ต้องร้อยเรียงถ้อยคำผ่านการเขียน ซึ่งการเขียนที่ดีมีคุณภาพนั้นไม่ใช่ว่าจะเขียนอะไรลงไปก็ได้ แต่จะต้องมีการคิดนึกเพื่อตกผลึกคำออกมาให้ได้คำที่คล้องจองหรือเป็นคำที่สละสลวยมากเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานเขียนประเภทใดและต้องการความละเอียดหรือเป็นทางการมากน้อยเท่าใดด้วย ซึ่งข้อนี้เองจะทำให้รูปแบบของงานเขียนออกมาแตกต่างกัน

3.    การเขียนตัวอักษรผ่านลายมือ เนื่องจากในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีการใช้คอมพิวเตอร์เหมือนในปัจจุบันนี้ การเขียนจึงนับได้ว่าเป็นงานศิลป์ เนื่องมาจากจะต้องมีการดีไซน์ตัวอักษรเฉพาะตนหรือที่เราเรียกกันว่าลายมือนั่นเอง ซึ่งทำให้แต่ละคนนั้นมีลายมือเฉพาะส่วนบุคคลไม่สามารถเทียบหรือเหมือนกันได้ ซึ่งหากจะปลอมลายมือนั้นก็อาจจะทำได้แต่ถ้าหากพิสูจน์กันแล้วจริงๆ ก็จะไม่สามารถมีใครเทียบลายมือกันได้อย่างแนบเนียน ดังจะเห็นได้จากงานเอกสารสำคัญใดๆ ก็ตาม นอกจากจะมีการพิมพ์ข้อความเป็นตัวหนังสือผ่านระบบคอมพิวเตอร์แล้วนั้น การเซ็นต์ลายเซ็นต์ท้ายเอกสารก็ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด นั่นเป็นเพราะว่าศิลปะลายมือของแต่ละบุคคลนั้นมีลายเส้นที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน จึงทำให้มีการตรวจสอบได้ง่ายหากมีการปลอมลายเซ็นต์เกิดขึ้นนั่นเอง

ซึ่งจากที่กล่าวมานี้การเขียนถือว่าเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งที่ต้องใช้ความอ่อนช้อยในการลงมือเขียน และความคิดสร้างสรรค์ที่มีในตัวผู้เขียนถ่ายทอดเป็นเรื่องราวโดยผ่านตัวหนังสือเหล่านั้นให้ผู้อ่านได้อ่าน และมีจินตนาการร่วมไปกับสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงผู้อ่านได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจเจตนารมย์อันแท้จริงของผู้เขียนได้นั่นเอง ซึ่งในบางครั้งนักเขียนที่เก่งแล้วนั้นจะแฝงความหมายเบื้องลึกเอาไว้ให้ผู้อ่านได้คิดวิเคราะห์กัน ดังนั้นจึงควรอนุรักษ์ศิลปะด้านนี้ไว้ด้วยการหันมาอ่านหนังสือกันเพิ่มขึ้นจะดีที่สุด

 

9 ข้อเท็จจริงของนครนิวยอร์กที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

nyc

นิวยอร์กยังมีชื่อเรียกอีกว่า “Empire State” ซึ่งเป็นชื่อเล่นในช่วงศควรรษที่ 19 เพราะเชื่อกันว่าเป็นรัฐที่มีความร่ำรวยทั้งเงินทองและทรัพยากร และอีกชื่อเล่นคือ “The Big Apple” ซึ่งเป็นชื่อเรียกเงินรางวัลจากกีฬาม้าแข่งในช่วงปี ค.ศ.1920 นิวยอร์กถือเป็นมหานครแห่งวัฒนธรรม และเป็นบ้านเกิดของคนดังและคนมีความสามารถมากมายหลายคน ตัวเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจากที่เมื่อก่อนมีต้นไม้เต็มไปหมดพอมาถึงปัจจุบันก็กลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงๆ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ทางเรารวบรวมมาให้ท่านผู้อ่านได้สะสมความรู้กัน

1.ร้านพิซซ่าในตำนาน

ร้านพิซซ่าร้านแรกในอเมริกาเปิดตัวที่นครนิวยอร์กนี่แหละ มีชื่อร้านว่า “Lombardi’s Pizza”  ในตอนแรกร้านนี้เปิดตัวในปี ค.ศ.1897 เป็นร้านขายของชำ ต่อมาจึงเริ่มขายพายมะเขือเทศ และเริ่มมีความสัมพันธ์กับลูกค้าในย่านโรงงานซึ่งแวะมาหาอาหารรับประทานในช่วงพักกลางวัน ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ.1905 จึงเปลี่ยนไปเป็นร้านพิซซ่า

2.วันเดินเปลือยอกในตำนาน

คุณรู้หรือไม่ว่าการเดินเปลือยอกในนิวยอร์กนั้นไม่ถือว่าผิดกฏหมาย แถมในปี ค.ศ.2018 ยังมีการจัดวันเทศกาลเดินพาเหรดชื่อว่าวัน “Go Topless Day Parade” ซึ่งมีหนุ่มหล่อสาวสวยเดินเปลือยอกกันเต็มไปหมด ที่แน่ๆคือมีหนุ่มๆเตรียมกล้องถ่ายรูปมายืนเฝ้ากันทั่วริมถนนทุกหนแห่งที่ขบวนพาเหรดจะเดินผ่านกันเลยทีเดียว แต่ก็ต้องระวังตัวกันให้ดีๆเพราะว่าคนที่มาเดินพาเหรดไม่ได้มีแต่สาวๆ ยังมีพวกมนุษย์ป้าและคุณยายมาร่วมวงกันอีกด้วย

3.ห้องสมุด “New York Public Library

ที่นี่มีหนังสือมากกว่า 50 ล้านเล่มรอให้ชาวเมืองทุกคนไปอ่านรวมไปถึงบรรดานักท่องเที่ยวที่ต้องการถ่ายรูปห้องสมุดขนาดยักษ์แห่งนี้ ที่นี่ถือเป็นห้องสมุดที่มีความใหญ่โตเป็นอันดับที่สองของอเมริการองลงมาจากหอสมุดรัฐสภา และก็ยังเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 3 ของโลกอีกด้วย

Library

4.มีการใช้ภาษามากถึง 800 ภาษา

ที่เมืองนิวยอร์กมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลากหลายเชื้อชาติมาอาศัยรวมกันที่นี่ ดูจากสถิติพบว่ามีคนจากประเทศอื่นมาอาศัยอยู่ประมาณ 37% โดยทางผู้เชี่ยวชาญระบุไว้ว่ามีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันมากถึง 800 ภาษา

5.ราคาเฉลี่ยของห้องเช่ารายเดือนในนิวยอร์ก

มีราคาที่ประมาณ 3,400 ดอลลาร์ต่อเดือน และเป็นราคาเฉลี่ยของห้องที่มีเตียงเดียวเท่านั้น ใครจะมาอยู่ในย่านที่หรูที่สุดก็ต้องมีเงินเดือนสูงหรือเป็นคนรวย แน่นอนว่าจะต้องมีห้องราคาถูกให้คนเช่าเพราะว่านี่มันเป็นแค่ราคาเฉลี่ยโดยรวมเท่านั้น

6.คลังเก็บทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในชั้นใต้ดินของธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาสาขานิวยอร์กมีคลังเก็บทองขนาดใหญ่ ที่สามารถใช้เก็บทองคำแท่งได้มากถึง 7,000 ตัน ถึงถือเป็นทองคำจำนวน 5% จากทั้งหมดที่มีในโลกเท่าที่เคยถูกขุดมา และที่สำคัญคือที่นี่เปิดโอกาสให้พวกนักท่องเที่ยวได้ลงไปเยี่ยมชมกันอีกด้วย แต่คงต้องทำตัวตามกฏระเบียบเยอะหน่อย

7.เมืองแห่งเศรษฐี

ที่นครนิวยอร์กแห่งนี้มีเศรษฐีเงินล้านมาอาศัยอยู่ประมาณ 380,000 คน และนอกจากพวกเศรษฐีระดับเงินล้านแล้วก็ยังเป็นเมืองที่มีมหาเศรษฐีพันล้านมาอาศัยอยู่มากที่สุดในโลกอีกด้วย

8.อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพไม่ได้ถูกก่อสร้างขึ้นที่นี่

จริงๆแล้วเทพีเสรีภาพเป็นของขวัญที่ชาวฝรั่งเศสมอบให้ประเทศอเมริกาในปี ค.ศ.1886 ถูกออกแบบโดยประติมากรชาวฝรั่งเศสชื่อว่า “Frédéric Auguste Bartholdi” และถูกสร้างขึ้นโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อว่า “Gustave Eiffel” ในปัจจุบันกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของนครนิวยอร์กในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเป็นล้านคนแวะมาเยี่ยมชม

9.ไทม์สแควร์ถูกตั้งชื่อตามหนังสือพิมพ์ NEW YORK TIMES

ย่านไทม์สแควร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแต่ก่อนเคยมีชื่อว่า “Longacre Square” จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ “New York Times” ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่นิวยอร์ก ในปี ค.ศ.1904 ก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “Times Square” ที่นี่เป็นเขตปลอดบุหรี่นะใครที่ไปเที่ยวอย่าเผลอสูบเด็ดขาด

วิธีการเข้าถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม

วัฒนธรรม สะท้อน ความเชื่อ แนวปฏิบัติ ค่านิยมของแต่ละสังคม ซึ่งแน่นอนว่าคนที่อยู่ในระบบสังคม  เชื้อชาติ และมีการนับถือศาสนาย่อมมีรูปแบบวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เมื่อเรามองออกไปที่โลกภายนอกจะรู้ว่าตัวเรานั้นเล็กนิดเดียว สิ่งที่เราเชื่อและปฏิบัติอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นบรรทัดฐานใดๆของโลกที่มีความแตกต่างและหลากหลายทางวัฒนธรรม

ยกตัวอย่าง เช่น วัฒนธรรมของคนในประเทศเดียวกัน แต่ต่างภูมิภาคก็ยังมีขนมธรรมเนียมในการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อาจเหมือนในในหลักใหญ่แต่ย่อมมีความเฉพาะในหลักปฏิบัติย่อย

มิพักกล่าวถึงโลกกว้างใยนี้ที่มีผู้คนหลากหลายชาติพันธ์ วัฒนธรรมย่อมมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน วัฒนธรรมในภูมิภาคหนึ่งที่ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม อาจขัดต่อหลักความเชื่อ แนวปฏิบัติของชนชาติอื่น การเคารพในวัฒนธรรมที่แตกต่างจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่สามารถเข้าถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อมจะมีสันติสุข   การพยายามทำให้วัฒนธรรมของตนเองนั้นเป็นใหญ่ และแสดงความความขัดแย้ง เหยียดหยาม  ดูถูกวัฒนธรรมอื่น จะนำไปสู่ความรุนแรง กรณีความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่ เป็นประวัติศาสตร์ของโลกนี้ อาทิ   ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ  ความขัดแย้งทางด้านศาสนา  และ ความขัดแย้งทางด้านอารยธรรรม  นำมาซึ่งความเกลียดชัง และ ก่อให้เกิดสงครามขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

วิธีการเข้าถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม

ในโลกยุคสมัยใหม่การเปิดรับวัฒนธรรมต่างถิ่นมีมากขึ้น ด้วยแนวคิดพื้นฐานในเรื่องสิทธิมนุษย์ชนและการให้เกียรติในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์   พรมแดนของวัฒนธรรมได้เปิดตัวให้คนต่างถิ่นเข้าไปเรียนรู้และอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมใหม่ๆได้มากขึ้น สื่อมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่ช่วยในการนำเสนอวัฒนธรรมต่างๆในมุมมองที่หลากหลาย

เมื่อมนุษย์คนหนึ่ง ได้พาตัวเองและระบบความเชื่อของตนเองไปอยู่ในดินแดนที่ต่างวัฒนธรรม สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือ Culture Shock นั้นเป็นเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว เมื่อเริ่มการใช้ชีวิตในต่างประเทศจะพบว่ามีวัฒนธรรม วัน ทัศนคติของคนรอบๆตัว กลายเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย  จึงต้องเข้าสู่ขั้นตอนของการรับรู้ความเปลี่ยนแปลงและจัดการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลง วิธีที่จะทำให้เข้าถึงความแตกต่างของวัฒนธรรม สามารถทำได้ดังนี้

ทันทีที่มาถึงสถานที่ใหม่ๆ จงเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ มองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น  ปรับตัวเข้าหาอย่างค่อยเป็นค่อยไป สักพักจะเริ่มมรความรู้สึกว่าการแปลกถิ่นเริ่มจางหายไปและสถานที่ใหม่เริ่มกลายเป็นบ้านมากขึ้น  เริ่มมองโลกในเชิงบวกมากขึ้น  สนใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่เมื่อผ่านกระบวนการต่างๆไปแล้ว จะสามารถพูดคุยกับคนแปลกหน้าในสังคมใหม่ได้อย่างไม่เคอะเขินหรือกลัว และรู้สึกคุ้นชินกับกิจวัตรประจำวันแบบใหม่ได้ในที่สุด

ระยะเวลาในการปรับตัวของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ตลอดช่วงเวลาในการปรับตัวนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป หากมีปัญหาที่แก้ไม่ตกการขอคำแนะนำการผู้ดูแลหรือจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจ บคคลเหล่านี้จะเป็นผู้นำทางคุณเข้าถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างได้ดีขึ้น

มารยาทในการเข้าสังคม

คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณเป็นคนที่น่าคบหาและหน้าชื่นชมก็คือ การมีมารยาทในการเข้าสังคม ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาดี มีฐานะมั่นคง คุณก็สามารถสร้างคุณค่าและความน่าสนใจในตัวเองได้ มารยาทในการเข้าสังคมที่ควรปฏิบัติให้เกิดเป็นนิสัย มีดังนี้

มารยาทในการวางตัว ให้อยู่ในความมีความอดทน ไม่แสดงกิริยาก้าวร้าว อวดรู้ อวดฉลาด อวดมั่งมี และไม่ควรตีตัวเสมอผู้ใหญ่ รู้จักประมาณตน โดยไม่ทำตัวเองให้เด่น เรียกร้องให้คนอื่นสนใจ หรือสร้างจุดสนใจในตัวเรามากเกินไป

มารยาทในการพูดจา  ควรพูดจาดีโดยไม่ทักทายปราศรัยกับคนด้วยคำพูดที่จะทำให้คนเขาเกิดความอับอายในสังคม และไม่คุยเสียงดัง หรือยักคิ้วหลิ่วตาทำท่าทางประกอบจนทำให้เสียบุคลิกภาพได้ รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่อารมณ์รุนแรง ไม่พูด และแสดงกิริยาประชดประชัน หรือส่อเสียด

มารยาทในการแสดงอิริยาบถ เช่น เมื่อเราได้ยินเสียงเพลงก็ไม่ควรเขย่าตัว กระดิกเท้า หรือเคาะจังหวะโดยไม่เลือกสถานที่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นอาการของคนที่ไม่ควบคุมอิริยาบถ และไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ รู้จักการการสำรวมกิริยาเมื่อเดินผ่านผู้ใหญ่ ขณะที่เดินผ่านผู้ใหญ่ให้ก้มตัวพองาม หรือหากผู้ใหญ่กำลังเดินไม่ควรวิ่งตัดหน้า ควรหยุดให้ผู้ใหญ่เดินไปก่อน หรือไม่ควรเดินผ่านกลางขณะที่ผู้ใหญ่กำลังพูดกัน

มารยาทในการเข้าสังคม

มารยาทในการแสดงความความมีน้ำใจไมตรีอันดีอย่างจริงใจต่อกัน มีความเอื้ออาทร มีน้ำใจไมตรี  มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอาใจใส่ทุกข์สุขของผู้เกี่ยวข้อง  ช่วยเหลือผู้อื่น ยังประโยชน์แก่ผู้อื่น

มารยาทในการเข้าสังคมยังสามารถแสดงออกมาในแต่ละโอกาสที่แตกต่างกัน ในกรณีของการไปใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เป็นส่วนรวม อาทิ มารยาทในการชมภาพยนตร์  ควรปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด  ไม่นำเท้าวางบนเก้าอี้หรือดันแถวด้านหน้า  ไม่ควรถอดรองเท้าในโรงภาพยนตร์  ไม่เสียงดังรบกวนผู้อื่น  ไม่นั่งผิดที่นั่ง

มารยาทในการรับประทานอาหาร เช่น ไม่ส่งเสียงดังขณะรับประทานอาหาร  ควรตักอาหารคำเล็ก ๆ ไม่เลือกตักเฉพาะอาหารที่ชอบ  ไม่บ่นเมื่ออาหารไม่ถูกปาก  ไม่ควรบังคับให้แขกรับประทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ตัวเองอยากให้รับประทาน  พยายามพูดคุยกันบนโต๊ะอาหารบ้าง ไม่กล่าวหรือนินทาใครขณะรับประทานอาหารไม่กระดิกเท้า หรือเคาะโต๊ะไม่สูบบุหรี่ หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง

มรรยาทในการชมกีฬา สามารถแสดงออกโดย การให้เกียรตินักกีฬา กรรมการผู้ตัดสิน และผู้ชมกีฬาด้วยกันเอง  ควรนั่งอยู่ในที่ที่มีการจัดเตรียมไว้  ไม่ส่งเสียงอันเป็นการรบกวนสมาชิกของนักกีฬาและกรรมการผู้ตัดสิน ไม่แสดงอาการยั่วยุ ส่งเสริมนักกีฬาในทางที่ผิด  ไม่ขว้างปาสิ่งของหรือวัตถุใดๆ อันเป็นอันตรายลงในสนามแข่งขัน ยอมรับผลการตัดสินของกรรมการผู้ตัดสินด้วยใจเป็นธรรม  และร่วม แสดงความยินดีกับผู้ชนะ

การแสดงมารยาทที่ดีเมื่อเข้าสังคม นั้นจะเป็นการเปิดทางให้คุณเป็นคนที่ได้รับความชื่นชมและได้รับเกียรติกลับคืนมา หากทุกคนมีมารยาทที่ดีให้กัน  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันย่อมเป็นไปในทางที่ดี